วันนี้เป็นวันสาร์ทจีน คนภูเก็ตเข้าจะมีการไหว้เจ้ากันหรือที่เรียกเป็นภาษาคนภูเก็ต ก็คือ “ไหว้กับข้าว” ที่บ้านผมอาม่ะ (แม่) ก็จะจัดการไหว้กับข้าวทุกปี แม่ก็ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อที่จัดการทำอาหารคาวหวาน ได้ฤกษ์สักประมาณ 8 โมง ก็เริ่มทำพิธีไหว้บรรพบุรุษกันแล้ว
ทราบกันหรือไม่ว่า วันสาร์ทจีน คือวันอะไร วันนี้ผมนำเอาสาระดีๆมาฝากกัน
ในรอบหนึ่งปีชาวจีนจะมีไหว้เจ้าใหญ่ 8 ครั้ง เรียกว่าไหว้ 8 เทศกาลโป๊ะโจ่ย การไหว้สารทจีนเป็นการไหว้ครั้งที่ 5 ตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนผี เป็นเดือนที่ประตูนรกปิดเปิด ให้ผีทั้งหลายมารับกุศลผลบุญได้ประตูนรกจะปิดในวันที่ 30 เดือน 7 เป็นเวลา 1 เดือน เมื่อบรรดาผีเปรตนรกที่หิวโหยเหล่านี้ออกมาถึงโลกมนุษย์ ก็พยายามเสาะแสวงหาอาหารกินเพื่อประทังความหิว จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ทำการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณเหล่านี้ สมัยเริ่มแรก มนุษย์ไม่ว่าผู้ดีมีจนต่างพยายามเซ่นไหว้ผีเปรตเหล่านี้เป็นเวลาทุก ๆ วันที่ประตูนรกยังเปิดอยู่ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองมาก ต่อมาจึงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นเซ่นไหว้กันทีละครัวเรือนสองครัวเรือน หรือเซ่นไหว้หมุนเวียนกันไป ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ได้จัดเป็นเวรให้แต่ละครอบครัวผลัดเปลี่ยนกันเซ่นไหว้จนครบกำหนด 1 เดือน ประตูนรกปิดก็เป็นอันจบพิธี เมื่อไหว้ไปนานวันเข้า มนุษย์ก็รู้สึกถึงความสิ้นเปลืองและความเหนื่อยยากในการเซ่นไหว้ จึงได้มีการรวบรวมพิธีการเซ่นไหว้ทั้งหมดมาเป็นแค่วันเดียว เป็นวันที่ 15 เดือน 7 เป็นธรรมเนียมและพิธีการมาจนกระทั่งปัจจุบัน ดังนั้นวันที่ 15 เดือน 7 จึงเป็นวันที่เช็งฮีไต๋ตี๋จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์ และส่งวิญญาณร้ายลงนรกตามตำนานเล่ากันมาว่า ชายหนุ่มผู้หนึ่งมีชื่อว่า “มู่เหลียน” เป็นคนที่เคร่งครัดในพุทธศาสนามาก ผิดกับมารดาที่ เป็นคนใจบาปหยาบช้า เพราะไม่เคยเชื่อเรื่องสวรรค์ – นรก มีจริง ดังนั้นตลอดชีวิตของนางไม่ยอมทำบุญทานใด ๆ เลย มีอยู่ปีหนึ่งในช่วงกินเจ เดือนเก้านางเกิดความหมั่นไว้ผู้คนนุ่งขาวห่มขาวถือศีลกินเจ นึกอยู่ในใจว่าคนเหล่านี้ช่างงมงายสิ้นดี สวรรค์-นรก อยู่ที่ใจต่างหาก ไม่ได้อยู่ที่การกระทำสักหน่อย นางไม่เพียงแค่นึกเท่านั้น มิหนำซ้ำยังให้มู่หลียนบุตรชายของตนไปเชื้อเชิญผุ้ที่กินเจทั้งหลายมากินอาหารที่บ้านโดยตนจะทำอาหารเจเลี้ยงหนึ่งมื้อผู้ที่กินเจต่างอนุโมทนาที่ทราบข่าวมารดามู่เหลียนเกิดศรัทธาในบุญกุศลเป็นครั้งแรก จึงพากันให้เกียรติมากินอาหารเจที่บ้านของมู่เหลียน แต่หาทราบไม่ว่าในน้ำแกงเจ มีน้ำมันหมูเจอปนอยู่
การกระทำของมารดามู่เหลียน ครั้งนี้เป็นกรรมหนัก หลังจากที่ตายไปต้องไปตกนรกอเวจีขุมลึกที่สุดได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส
ฝ่ายมู่เหลียน มีความคิดถึงมารดามาก จึงได้ถอดกายทิพย์ลงไปในนรกภูมิ ถึงรู้ว่ามารดาของตนกำลังอดอยาก จึงป้อนอาหารแก่มารดาที่หิวโหย แต่ได้ถูกบรรดาผีที่อดอยากทั้งหลายพากันรุมแย่งไปกินหมด มีอยู่คราวหนึ่งเพิ่งจะป้อนข้าวเข้าปาก เม็ดข้าวสุกกลับ ลุกเป็นไฟเผาไหม้ริมฝีปากจนพอง
ความกตัญญูและสงสารมารดาที่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัส มู่เหลียนได้เข้าไปขอร้องพญาเหงี่ยมล่ออ๊อง (ท้าวมัจจุราช)ว่าตนจะขอรับโทษแทนมารดาของตนเอง
แต่ก่อนที่มู่เหลียนจะถูกลงโทษด้วยการโนร่างลงไปต้มในกระทะทองแดง พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาโปรดไว้ทันท่วงที โดยกล่าวสดุดีที่มู่เหลียนมีความกตัญญูกตเวที แต่กรรมของผู้ใดก็ต้องเป็นของผู้นั้น จะออกพระพุทธเจ้าจึงมองคัมภีร์ผูกหนึ่งให้เพื่อเอาไว้ท่องเพราะถ้าท่องคัมภีร์นี้แล้ว จะสามารถเรียกเซียนทุกทิศทางมาช่วยผู้มีพระคุณหลุดพ้นจากการ อดอยากและทุกข์ทรมานต่าง ๆ ได้ คัมภีร์นี้ชื่อว่า “คัมภีร์อิ๋วหลันเผิน”
พระพุทธเจ้า ทรงแนะนำ ให้มู่เหลียน สวดมนต์ อิ๋วหลันเผินและถวายอาหารพิเศษทุกวันที่ 15 เดือน 7 ของทุกปี จึงจะสามารถช่วยมารดาของเขาให้พ้นโทษได้
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวจีนได้ถือปฏิบัติเป็นประเพณีนอกจากนี้ ยังมีการเซ่นไหว้ โดยการนำอาหารและกระดาษเงินไปวางไว้ที่หน้าบ้าน หรือตามทางแยกที่ไม่ไกลนัก ใช้เบนความสนใจของบรรดาสัมภเวสีที่กำลังจะผ่านมาใกล้เคหะสถานของตน
การไหว้ในเทศกาลสารทจีนแบ่งการไหว้ออกเป็น 3 ชุด
ชุดแรก สำหรับไหว้เจ้าที่ จะไหว้ในตอนเช้า มีอาหารคาวหวาน ขนมไหว้ก็ใช้ ถ้วยฟู กุ้ยไช่ ซึ่งต้องมีสีแดงแต้มเป็นจุดเอาไว้ ส่วนขนมไหว้พิเศษที่ต้องมีซึ่งเป็นประเพณีของสารทจีน คือ ขนมเข่ง ขนมเทียน นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา หรือเหล้าจีน และกระดาษเงิน กระดาษทอง
ชุดที่สอง สำหรับไหว้บรรพบุรุษ คล้ายของไหว้เจ้าที่ พร้อมด้วยกับข้าวที่ บรรพบุรุษชอบ ตามธรรมเนียมต้องมีน้ำแกง หรือขนมน้ำใสๆ วางข้างชามข้าวสวย และน้ำชา จัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ ขาดไม่ได้ก็คือ ขนมเข่ง ขนมเทียน ผลไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง
ชุดที่สาม สำหรับไหว้วิญญาณพเนจร ซึ่งไม่มีลูกหลานกราบไหว้ เรียกว่า ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋ จะต้องไหว้นอกบ้าน ของไหว้มีทั้งของคาวหวาน กับผลไม้ตามต้องการ และที่พิเศษคือ มีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทองจัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้
การไหว้เจ้าที่ จะไหว้ก่อนในตอนเช้า เผากระดาษเงินกระดาษทองจนเรียบร้อย สายๆ จึงตั้งโต๊ะไหว้บรรพบุรุษและไหว้ฮ้อเฮียตี๋ บางบ้านนิยมไหว้ตอนบ่าย ถ้าไหว้พร้อมกัน ให้ตั้งโต๊ะแยกจากกัน แต่เผากระดาษเงินกระดาษทองร่วมกันได้
สำหรับการไหว้ขนมเข่งขนมเทียนในเทศกาลสารทจีนนี้ ที่เมืองจีนไม่มี ขนมที่ใช้ไหว้ที่เมืองจีนจะเป็นขนม 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวเปี้ย” หรือ เรียกชื่อเป็นชุดว่า ปัง เปี้ย หมี่ มั่ว กี
ปัง คือ ขนมทึงปัง เป็นขนมที่ทำจากน้ำตาล
เปี้ย คือ ขนมหนึงเปี้ย คล้ายขนมไข่
หมี่ คือ ขนมหมี่เท้า ทำจากแป้งข้าวเจ้า ข้างในไส้เต้าซา
มั่ว คือ ขนมทึกกี่ เป็นขนมข้าวพองสีแดง ตรงกลางมีไส้เป็นแผ่นบาง
กี คือ ขนมทึงกี ทำเป็นชิ้นใหญ่ยาว เวลาจะกินต้องตัดเป็นชิ้นเล็กๆ
เนื่องจากที่เมืองไทยหาส่วนผสมที่ใช้ทำขนมทั้งห้านี้ไม่ได้ครบถ้วน จึงงดไป แล้วเปลี่ยนมาเป็นการไหว้ขนมเข่ง ขนมเทียน ในการไหว้เทศกาลสารทจีนแทน
ในธรรมเนียมปัจจุบัน ทั้งคนไทยเชื้อสายจีน และคนไทยแท้ๆก็พากันไหว้สารทจีนกันด้วย บางบ้านก็ไหว้แต่เจ้าที่ บางบ้านก็ไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษ บางบ้านก็ไหว้ทั้งเจ้าที่ บรรพบุรุษและไหว้ผี แสดงให้เห็นความกลมกลืนกันของวัฒนธรรมไทยจีน และดัดแปลงเข้ากับสภาพของคนไทยเองด้วย โดยหลักของที่ไหว้ก็จะมี ของคาว 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ไก่ หมู เป็ด ไข่ หมึก ปลา เป็นต้น ของหวาน 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ขนมเทียน ขนมมัดไต้ ขนมถ้วยฟูหรือขนมสาลี่ปุยฝ้าย ขนมเปี๊ยะ ส้ม หรือผลไม้ตามใจชอบ
หมวดหมู่:ประเพณีวัฒนธรรม